17.07.53 ชีวิต

posted on 17 Jul 2011 22:30 by ranger in Diary
ผ่านมาสองเดือนสำหรับการเข้ามหาวิทยาลัย
เหนื่อยว่ะ เวลา(อ่านหนังสือ)มีน้อย เพราะ(ขี้เกียจ) ๕๕๕๕+
ความจริงคือมีเวลาอ่านหนังสือ แต่ไม่อ่าน เพราะไม่แบ่งเวลานั่นเอง
มันต่างกับ ชีวิตตอน ม.ปลายหลายๆอย่าง มันยังต้องมีการปรับตัว ตั้งแต่เริ่มต้น
การเข้ามหาลัยเหมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับสถานที่ใหม่ เืพื่อนใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ บ้านที่เคยกลับทุกวันก็สองอาทิตย์กลับที อะไรๆมันก็เปลี่ยนไป แต่มันก็จะคงความพอดีของมัน
 
เรื่องการอ่านหนังสือก่อนสอบ
ม.ปลายเคยอ่านหนึ่งคืนก่อนไปสอบ แต่มหาลัยทำไม่ได้แล้ว ต้องอ่านก่อนอย่างต่ำก็สองอาทิตย์ เลยจากนี้คงอ่านไม่ทันแล้ว เพราะตัวเดียวก็แทบจะใช้สมองทั้งซีรีบัมมาสนใจมัน พออ่านวิชาอื่น พ้นที่ความจำที่กุเคยอ่านวิชานี้มันไปไหนหมดดดดดดดดดดดดดด บ้าแร้ววววววววว กุอ่านนานนะเว้ย สุดท้ายแม่งกลับไปอ่านของเก่าอีก ของใหม่แม่งก็ลืมอีก ห่า ชีวิต นี่ขนาดกุปี 1 นะเนี่ยปี 3 นี่น้ำตาตกกันเลยทีเดียว
 
เรื่องหอ
จากเด็กติดแม่ กลายเป็นเด็กหอไปซะแล้ว แรกอาจเหงา หลังๆเริ่มไม่อยากกลับบ้าน เอ็นจอยกันไป ชีวิตหลังมหาลัย ร้านเหล้าเยอะ ร้้านเกมเยอะ สิ่งแวดล้อมมันก็เยอะ มันอยู่ที่ว่าจะคุมตัวเองได้แค่ไหนก็เท่านั้น ที่บอกว่คุมตัวเองไม่ได้มันไม่ใช่ มันคือคุมตัวเองให้ไปแดก ไปดื่มมากกว่า อยุ่ที่จะเป็นช่วงเหงา เศร้า ซึม เอนจอย เซ็ง นั่นแหละคือช่วงเวลาออกหากิน ไม่จำเปนต้องร้านเหล้า ร้านกาแฟที่เปิดถึงตีสาม ร้านอาหารเบาๆ ปังเย็น ห่าเหวไร 5555 แดกกันไปทั้งคืน สบายละมึง คือเข้าไปประมานอย่างมากสามสิบนาทีมันก็หมดแล้ว แต่นะ ก็นั่งต่อไปยันเที่ยงคืน ตึหนึ่งได้ ด้วยความอยากเปื่อย กลับไปหอแล้วรุ้สึกเหมือนมันมีอะไรต้องทำไง ถ้าไม่ได้ทำก้จะนอน รุ้สึกไม่ดี เพราะงั้นไม่อยู่หอดีกว่า ห่า 55555555
 
 
เรื่องเพื่อน
เพื่อนแม่งก็แล้วแต่ ว่าจะหาว่าใครเข้ากะเราได้ป่าวก็แค่นั้น ใครอยู่ด้วยแล้วพอดี  อยู่แล้วมันใช่ ไม่ใช่กลุ่มที่สุมหัวนั่งนินทาคนนู้นคนนี้ไปวันๆ เสือกเยอะ เรื่องมาก หรือ หวงวิชาความรู้ กุก้พอใจ (ถือว่าเลือกมากนะกุเนี่ย) ก็หาพวกเกรียนๆ สนุกดี เฮฮาปาตี้ ตอนแรกที่เข้าไปเหงาสาด เพื่อนใหม่ๆหายาก ไม่รู้จะคุยกับใครดี พอตอนแยกเซค คนมันน้อยลง ก็เริ่มได้คุยกับคนอื่นมากขึ้น แม่งอารมณ์เดียวกับผิวสัมผัสเพิ่มขึ้น 555555+ ได้เพื่อนเตี้ยๆ 1 คน กับเพื่อนเกรียนๆ 1 คน ที่สนิท ไปสิงหอมันแทบทุกคืน อ่านหนังสือบ้าง เกรียนบ้าง พอมีเพื่อนเยอะ ก็อ้วนไปด้วย ไม่ชวนกันเรียน แต่ชวนกันแดกแทน เอ้ย ก็เรียนบ้างไรบ้าง อีกคนแม่งเกรียน ติสแตกได้ใจ คุยไปคุยมาเพิ่งรู้ว่าแม่งเป็นพี่ว้ากสมัยปวช.มาก่อน นี่กุคุยอยู่กับประธานว้ากเหรอเนี่ย อุ๊บส์~ โลกแม่งก้กลมจริงใจวะ แบบน้องรร.เก่าหล่อตอนม.ต้นแม่งย้ายมาปวช.ที่นี่ เสือกเป็นน้องรหัสมันด้วยนะ แต่มีแฟนแล้วอะ แต่ก็นะ ถึงยังไม่มีแฟนกุก็ไม่รุ้จะทำไรต่อไปอยู่ดี (พูดทำไม)  สรุป มีเพื่อนที่พอดีกะเรา=สบายละมึง
 
เรื่องกิจกรรม
ใครคิดวะ อยากกราบงามๆสักสองสามล้านที เยอะ(เกิน) แต่มันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทุกคนจริงๆ เป็นการวางฐานการปรับตัวด้วยแหละ การทำกิจกรรม เช่น รับน้อง สันทนาการ กีฬา หรืออะไรหลายๆอย่าง มันทำให้เรารู้จักกับคนเยอะขึ้น รุ่นพี่ เพื่อน การวางแผนกับเพื่อนต่างๆไม่ให้งานมันล่ม ยิ่งทำงานร่วมกันก็ยิ่งรู้ถึงนิสัยใช้ป้ะละ แล้วที่ชอบเลยคือการเต้น แม่งมันส์ได้อีกแต่ละงาน ยิ่งมหาลัยยิ่งมีแต่คอนเสริต จะเยอะไปไหน! สรุปคือ การทำกิจกรรม = ชอบ  ใครบอกว่ากิจกรรมทำให้เสียการเรียน ไม่ใช่และ อย่าให้การเรียนมาทำให้เราเสียกิจกรรมดิ กุว่า ๕๕๕+  หลอกก เราก็แค่แบ่งเวลาเพราะกิจกรรมก็ใช่ว่าจะกินเวลาเรียน แค่พอมันทำมันเหนื่อย มันหลับ (ในห้องเรียน) แค่นั้น
 
เรื่องรับน้อง
การรับน้องเป็นกิจกรรมที่ดีอย่างหนึ่งเลย ชอบว่ะ ถ้าแม่งไม่มีรับน้องก็คงไม่เกิดอะไรหลายๆอย่าง รักสถาบัน รักรุ่นพี่ รักเพือนๆ วันแรกที่โดนลง จำได้ว่าทั้ง มึน ทั้งกลัว จริงๆ เพราะว่าทำพิธีรับเข็ม รับอะไรเสร็จ จู่ๆก็มาลง จากไหนไม่รู้ แล้วให้นั่งถ้าเชียร์ เอ๋อกันหมด วันแรกทุกคนไม่รู้ตัว คนเลยเป็นพัน วันต่อมาก็เริ่มโดดกัน วันสุดท้ายแม่งเหลือ 200 โดนว้ากกันชิบหายวายวอด การรับน้องทำให้รักรุ่นพี่มากขึ้น เพราะการโดนกดดันจากเหล่าท่านว้ากทั้งหลายนั่นเอง พี่สันทนาการทั้งหลายแกจะคอยช่วยเหลือตลอด เหมือนเราอยู่เกาะที่มีแต่ฉลามล้อม แต่พี่สันจะคอยทำหน้าที่ดูแลเรา เป็นหวง ใครไหวไม่ไหว ก็เปรียบเหมือนคนที่คอยโยนอาหารข้ามฉลามมาที่เกาะ ถึงจะโดนด่าอยู่ แต่ก็ยังรุ้สึกไม่ใช่ตัวคนเดียว การว้ากไม่ใช่การเอาเปรียบ หรือละเมิดสิทธิอะไรก็แล้วแต่ เพราะถ้ามอดีๆมันจะมีจุดประวงค์ของมันแอบแฝง ถ้าคุณเ้ข้าใจว่าเขาด่าไปทำไม เพื่ออะไร คุณก็จะเข้าใจว่าทำไมคุณถึงต้องเข้ารับน้อง การรับน้องที่ผ่านมายาวนานยากลำบาก มันทำให้รู้ว่าวันสุดท้ายที่ได้รุ่นมีค่ามากแค่ไหน การว้ากสอนให้เรารู้ว่า เรายังมีคนที่อยู่ข้างเรา คือเพื่อนๆ และพวกพี่ๆ  เรายังมีสถาบันที่ให้เราปกป้อง รักษาชื่อเสียง และเรียนรู้ว่า การใช้ชีวิตในมหาลัยมันเป็นยังไง การสอดแทรกความคิดไปในคำด่า รวมถึงสถานที่ๆกดดัน มันทำให้เราได้คิดว่า เออ มันจริง เช่น
 
เสาต้นเดียวมัรับน้ำหนักทั้งตึกไม่ได้หรอก ถ้าพวกคุณไม่ช่วยกัน มันก็จะถล่มลงมา แต่ถ้าพวกคุณร่วมมือกัน เสมือนเสาหลายๆต้นที่ช่วยกันแบกรับน้ำหนักของอาคารไว้ มันก็จะไม่ถล่มลงมา
 
วันที่พวกคุณแพ้ ให้พวกคุณจำความรุ็สึกนี้เอาไว้ แล้วจะล้มนานเท่าไหร่ก็ได้ แต่พอลุกขึ้นมาขอให้เอาอะไรติดมือขึ้นมา แม้ว่าจะเป็นเศษดินก็ตาม (อันนี้ประธานเชียร์พูด แม่งเอ๊ย ซึ้ง)
 
เพื่อนอะกดมันเข้าไป เพื่อนตายเราไม่เป็นไร สบายนี่ ไหวมั้ยอะ ถามเพื่อนเป็นมั้ย
 
อะไรพวกนี้ การทำโทษอะไรต่างๆ เรารู้สึกแย่แค่ไหน แต่ถ้านึกถึงปลายทาง มันก็โอเคแหละ เจ๋งดี
การทำอะไรพวกนี้ พวกพี่แกก็คงฝึกกันมาหนักมากๆ มันเป็นการให้ความห่วงใยอีกวิธีหนึ่งนะ กุว่า อิอิ ;)
 
พูดถึงพี่ว้าก สำหรับความคิดกุมันเป็นอะไรที่น่าเคารพ ศํกสิทธิ์ว่ะ ชอบเว้ย 55555555555555+
 
 
สายรหัส
ถ้าไม่มีอันนี้ กุคงเหงา เพราะธรรมดาหน้าก็ไม่รับแขกอยู่แล้ว แถมยังเงียบเปนเป่าสาก เข้ากับคนยาก แต่ถ้าเข้าได้ก็เข้าถึงสบาย พี่รหัสทำให้กุมีพี่ที่สนิทด้วยเป็นคนแรก แล้วก็เริ่มไล่ไปหาเพื่อนพี่เค้าไปเรื่อยๆ สืบไปถึง ปี 3 ปี 4 การดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่ ขนม หนังสือ โทรศัพท์มาหา คอยถามว่าเราเป็นอะไร มันเหมือนครอบครัวๆนึง ตั้งแต่ทวดทวด ปู่ ลุง พี่ น้อง เป็นอะไรที่สืบไปไม่สุด(เว้นถ้าไทร์ออก 555555555) ชอบว่ะ เป็นอะไรที่เทคแคร์โดยไม่หวังอะไรดี
 
 
 
ช่วงนี้ก็ใกล้สอบละ กเครียดไง เลยมาลงอารมณ์กับบล๊อค คริคริ (อารมขี้เกียจอ่านหนังสือ) พิมพ์ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เหมือนมีตัวเองรู้เรื่องอยู่คนเดียว 555555+
 
 
ปล.มะกี้พิมแล้วเผลอลบไปรอบนึง ไม่งั้นมันส์กว่านี้แล้ว เชอะ
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ดีมากไอน้อง
มันจะไปอยู่ในสคริปสอบพูดของพี่ ฮุวะฮะฮ่า

#2 By ยามาชิตะแคทตี้ (115.87.35.48) on 2011-07-17 23:15

อ่านจบสักพักก็เหม่อ....

#1 By Howl on 2011-07-17 23:11